ที่เดียว! เปิดชีวิตรักสุดเอ็กซ์คลูซีฟของเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย - HELLO! Magazine Online

ที่เดียว! เปิดชีวิตรักสุดเอ็กซ์คลูซีฟของเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย

เมื่อท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู และคู่สมรส ดร.เควิน พี คอเลอารี่ เผยชีวิตรักแบบหมดเปลือก

นับเป็นโอกาสพิเศษเมื่อท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู และคู่สมรส ดร.เควิน พี คอเลอารี่ มอบโอกาสให้ HELLO! มาเปิดชีวิตรักสุดเอ็กซ์คลูซีฟของท่านทั้งสอง ซึ่งบอกเลยว่าเป็นความรักข้ามขอบฟ้าที่อบอุ่นจนใครหลายคนอาจต้องอิจฉาเลยทีเดียว โดยทั้งคู่ต่างก็เกิดและเติบโตกันคนละทวีป ด้วยความที่บิดาของท่านทูตเป็นแพทย์ทหารซึ่งต้องไปประจำการที่ประเทศโมซัมบิกซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส โดยที่มารดาของท่านติดตามไปด้วย ท่านทูตซึ่งเนิดที่เมืองเบย์ราประเทศโมซัมบิก ท่านทูตได้เผยเรื่องราววัยเด็กของท่านให้เราฟังว่า

ท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู 

“พอผมอายุได้หนึ่งขวบ ครอบครัวเราก็กลับโปรตุเกสหลังจากนั้นผมก็ถูกส่งไปโรงเรียนประจำซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของโปรตุเกส ผมเรียนจบกฏหมายจากลิสบอน ก่อนจะสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศ จนได้เป็นนักการทูตอย่างทุกวันนี้” ท่านทูตกล่าว

ดร.เควิน พี คอเลอารี่

ด้านชีวิตของดร.เควินนั้นต่างจากท่านทูตโดยสิ้นเชิง เขาเกิดและเติบโตที่นิวยอร์ก หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เขาได้งานสอนในไฮสคูลที่นิวยอร์กจากนั้นจึงได้เป็นบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งอยู่หลายปี ก่อนที่เขาจะลาออกเพื่อศึกษาต่อจนได้ปริญญาเอกจาก Harvard University แล้วจึงกลับไปรับงานสอนและงานสำนักพิมพ์ที่นิวยอร์กอีกครั้ง

ท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู และคู่สมรส ดร.เควิน พี คอเลอารี่

“ผมพบฟรานซิสโกที่นั่น ซึ่งทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” ดร.เควินสบตาคู่ชีวิต ก่อนจะพูดต่อว่า “ตอนนั้นผมอายุห้าสิบกว่า ส่วนฟรานซิสโก 45 ความรักของเราสองคนก็เหมือนกับคู่รักคู่อื่นๆ เราพบรักกันแล้วก็คบกัน โดยที่ผมไม่นึกเลยว่าจะมีอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า เพราะอาชีพผมเป็นนักวิชาการและคนทำหนังสือ ผมจึงไม่รู้จักใครในแวดวงการทูตเลย พอมาเจอฟรานซิสโกซึ่งอยู่ในแวดวงการทูตทำให้ผมได้เรียนรู้ประสบการณ์ดีๆมากมาย   

ทั้งคู่ร่วมชีวิตกันมานานหกปีทั้งที่นิวยอร์กและลิสบอน ท่านทูตชอบความเป็นคนเปิดเผยของคุณเควิน รวมทั้งความน่ารักและการเป็นคู่สนทนาที่น่าสนใจ อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบอย่างที่คู่ชีวิตที่ดีจะพึงมีและพึงเป็น ส่วนคุณเควินก็เห็นว่าท่านทูตนั้นเป็นชายหนุ่มที่ฉลาด มีอารมณ์ขัน และที่สำคัญคือหน้าตาดี แต่ที่มากไปกว่านั้นคือการที่ท่านเป็นคนจิตใจดี ทำให้เขาต้องขอบคุณพระเจ้าทุกวันที่ประทานคู่ชีวิตที่ดีอย่างท่านทูตมาให้ “เราสองคนมีความสุขมาก” ท่านทูตและดร.เควินย้ำคำพูดพร้อมกัน

แต่ก่อนจะมีพิธีวิวาห์นั้นพวกเขาต้องถกกันอย่างหนักก่อนจะตกลงปลงใจ ดร.เควินตอบเป็นคนแรกว่า “เราสองคนคุยกันยาวเลยครับ เพื่อให้แน่ใจว่าการแต่งงานเป็นสิ่งที่สมควรทำ เป็นสิ่งที่เราสองคนเห็นตรงกัน เพราะเราจะต้องใช้ชีวิตคู่ร่วมกันทั้งชีวิต และเราอยากประกาศให้คนทั้งโลกทราบว่าเราจะเป็นคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฏหมายไม่ต่างจากคู่อื่น”

ท่านทูตบอกเราว่า “ตามกฏหมายโปรตุเกสนั้น ถ้าหากคู่รักคู่ไหนใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนานกว่า 2 ปี คุณจะมีสิทธิเหมือนคู่สมรสที่จดทะเบียนโดยที่ไม่ต้องแต่งงานอยู่แล้ว แต่เราสองคนก็เลือกที่จะแต่งงานกัน”

ท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู และคู่สมรส ดร.เควิน พี คอเลอารี่

การแต่งงานแบบเพศเดียวกันในโปรตุเกสถือเป็นไอเดียที่เปิดกว้างมากสำหรับประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ท่านทูตกล่าวอีกว่า “การแต่งงานของเพศเดียวกันเป็นที่ถกเถียงกันในโปรตุเกสมาพักหนึ่งแล้ว และเพิ่งมีผลทางกฏหมายเมื่อสิบปีมานี้เอง แม้ว่าโปรตุเกสจะเป็นประเทศที่เคร่งศาสนาก็ตาม แต่ก็สามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะนี่คือสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการปกป้องตามรัฐธรรมนูญ เราสามารถใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยได้โดยไม่จำเป็นต้องหลบซ่อน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์”

“และการที่ฟรานซิสโกมารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่ประเทศไทย พร้อมกับผมในฐานะคู่สมรส ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญสำหรับเราสองคน ซึ่งไม่แตกต่างจากท่านทูตหญิงที่มีคู่สมรสชาย หรือท่านทูตหญิงกับคู่สมรสหญิง หรือไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม เป้าหมายของเราสองคนคือการเป็นคู่สมรสทูตที่ไม่แตกต่างจากคู่สมรสทูตชาติอื่นที่ประจำในประเทศไทย สมกับที่เราสองคนได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนของประเทศโปรตุเกส”

การได้รับการยอมรับจากสังคมคงไม่สำคัญไปกว่าการได้รับการยอมรับจากครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ท่านทูตบอกเราว่า “บางทีการเปิดเผยตัวตนกับครอบครัวเป็นเรื่องยาก เพราะบางครอบครัวก็หัวโบราณ แต่โชคดีที่ครอบครัวของเราทั้งคู่ยอมรับได้ พี่น้องผมก็มาแสดงความยินดีในงานวิวาห์ ซึ่งทำให้เราดีใจมากเพราะรู้ดีว่าพวกเขามาเป็นกำลังใจให้เราแม้ว่าบางอย่างเราจะคิดไม่ตรงกันก็ตาม”

งานแต่งงานของทั้งสองจึงเป็นงานวิวาห์ที่สุดแสนพิเศษเป็นงานแต่งงานเล็กๆแต่น่ารักที่สำนักทะเบียนสมรส (Civil Marriage Bureau) ในลิสบอน จากนั้นเราสองคนนั่งรถตระเวนรอบลิสบอนเพื่อถ่ายรูปกับสถานที่สวยงามของเมือง “หลังจากถ่ายรูปเสร็จเราก็ไปดินเนอร์กับครอบครัวและเพื่อนสนิทของเรารวม 20 คน เป็นค่ำคืนที่งดงามและสมบูรณ์แบบมาก” ดร.เควินบอก

ท่านทูต ฟรานซิสกู วาซ ปาตตู และคู่สมรส ดร.เควิน พี คอเลอารี่

เมื่อถามว่าชีวิตคู่ที่ผ่านมาทั้งสองมีความประทับใจอะไรในตัวกันและกันบ้าง

“ตอนที่ผมย้ายจากนิวยอร์กกลับลิสบอน” ท่านทูตพูดพลางหันไปส่งยิ้มให้คู่ชีวิต ก่อนจะพูดต่อว่า “ผมไปคนเดียว เราอยู่ห่างกันประมาณปีหนึ่ง ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งเรารู้สึกโหวงๆที่อยู่ห่างกัน ทำให้เราสองคนรู้สึกว่าการได้อยู่ด้วยกันสำคัญขนาดไหน และพอเควินตัดสินใจทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาอยู่กับผม ทำให้ผมตระหนักว่าเขานี่แหละที่มีค่า ที่ผ่านมาเราเจอช่วงเวลาที่ขึ้นๆลงๆเหมือนกัน แต่ก็ทำให้เราเติบโตขึ้นทั้งทางความคิดและความรู้สึก”

ดร.เควินพูดอย่างช้าๆชัดๆว่า “เป็นคำถามที่ตอบยากมาก แต่ผมขอตอบในส่วนของผมก็แล้วกัน ผมรู้ว่าฟรานซิสโกเป็นคนที่ผมอยากร่วมชีวิตด้วย เขาทำให้ผมตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการงาน สังคมเพื่อนฝูง และชีวิตที่ผมสร้างขึ้นในนิวยอร์ก เพื่อไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเขาที่ลิสบอน แล้วก็ที่นี่ สำหรับผมแล้วนาทีที่ผมรู้ตัวว่าฟรานซิสโกเป็นคนที่ใช่สำหรับผมเป็นช่วงเวลาที่ประทับใจผมมาก แล้วจากนั้นก็ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่านี้อีกแล้ว”