วีถีแห่งความสุขแบบง่ายๆสไตล์ ‘สลิลาพร กองทองมณีโรจน์’ - HELLO! Magazine Online

วีถีแห่งความสุขแบบง่ายๆสไตล์ ‘สลิลาพร กองทองมณีโรจน์’

คุณแม่มือใหม่ ‘มุ่ย-สลิลาพร’ กับทริปสุดประทับใจและการพักผ่อนด้วยวิธีง่ายๆแต่ความสุขมาก

'มุ่ย สลิลาพร กองทองมณีโรจน์' ทายาทอันดับสามนักร้องลูกทุ่งระดับตำนาน คุณศรเทพ ศรทอง อีกทั้งเป็นเจ้าของคลื่นเพลงลูกทุ่ง เจัาของช่องทีวี PSI ช่อง 121  และเจ้าของธุรกิจยาสมุนไพร ซึ่งอยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี และเมื่อไม่นานทีมงาน HELLO! ก็ได้ร่วมแสดงความยินดีในงานวิวาห์ของเธอที่ถูกกล่าวถึงว่า มีเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมแสดงความยินดีกันคับคั่ง และอัพเดทข่าวดีล่าสุดวันนี้…คุณมุ่ยกลายเป็นคุณแม่มือใหม่แล้ว

“มุ่ยโชคดีมากเลยค่ะ ไม่มีอาการแพ้อะไรเลย ซึ่งพอท้องก็เบาๆ เรื่องงานไปเหมือนกัน เพราะทั้งคุณพ่อและพี่เอก (ณฐภัทร สุวรรณโน) ไม่อยากให้เครียด (หัวเราะ) คือมีเข้าประชุมบ้าง แต่พวกอีเวนต์ต่างๆ ไม่ค่อยได้ไปแล้ว ดูแลเรื่องสุขภาพเยอะขึ้น ทั้งเพื่อลูกและเพื่อตัวเราเอง”

 

จากบทสำเร็จในธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของเธอที่ต่างรู้กันว่า ในแต่ละวินาทีใน 24 ชั่วโมงนั้นคุณมุ่ยทุ่มเทกับการทำงานชนิดที่ว่าสุดพลังจริงๆ แต่เธอมีวิธีบำบัดความเครียดที่ได้ผล คือ ‘ช้อปปิ้ง

 “ช้อปปิ้ง… เหมือนเป็นการบำบัดตอนเครียดจากทำงานแล้วไปไหนไม่ได้ ซึ่งช่วยมุ่ยได้เยอะมากค่ะ (หัวเราะ)” และเพราะช้อปปิ้งบำบัดนี้เอง ทำให้เธอกลายเป็นสาวนักสะสมกระเป๋าโดยมารู้ตัวอีกทีก็มีกว่า 50 ใบแล้ว “กระเป๋าเยอะมากค่ะ หลักๆ จะเป็นกระเป๋า HERMES ที่ถือเป็นแบรนด์ในดวงใจเลย หลงใหลตรงดีไซน์คลาสสิกที่ใช้ได้ตลอดกาลนี่แหละ”

 

แต่เมื่อมาถึงคำถามว่าไลฟ์สไตล์สุดโปรดใดที่ทำให้เธอรีแลกซ์และมีความสุข ซึ่งเราคาดเดาคำตอบอะไรที่ใกล้เคียงกับช้อปปิ้ง แต่กลับไม่ใช่

 “ถ้าถามถึงรีแลกซ์ที่สุดจริงๆ คือการเดินทางท่องเที่ยวค่ะ ถ้ามีเวลาน้อยๆ ก็ไปต่างจังหวัด ไปทะเล ไปหัวหิน ไม่ก็ไปเชียงใหม่ ซึ่งไปนอนเฉยๆ นอนฟังเพลง ไม่เน้น activity สมบุกสมบัน เรียกว่าไปพักร่าง แค่นี้มุ่ยก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้ามีเวลาเยอะหน่อย ก็ไปต่างประเทศเลย”  

 

“มุ่ยมีทริปประทับใจและเป็นความทรงจำที่สุดด้วย เป็นทริปตอนไปถ่ายรายการที่นากาโน่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีต้องเดินทางไปเองด้วยการนั่งรถไฟไปต่อรถ ออกเดินทางเก้าโมงเช้าถึงที่หมายใกล้เที่ยง โดยต้องการเดินขึ้นเขาเกือบ 2 กม. สถานที่คือสวยมากเต็มไปด้วยหิมะบนทางเดิน เราเลาะเขาไป ทิวทัศน์เหมือนอยู่ในหนังทไวไลท์ เจอออนเซ็น เจอลิง และลิงที่นี่น่ารักนิสัยเหมือนคนญี่ปุ่น ไม่ก้าวร้าว เรียกว่าวันนั้นเหมือนทุกคนเคลิบเคลิ้มไปกับความงดงามรอบตัวกันไปหมด จนลืมนึกไปว่ากว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงที่นี่ก็บ่ายกว่าแล้ว ถ่ายรายการ เก็บภาพ ปาไปสี่โมงเย็น แล้วต้องเดินกลับออกมาเพื่อโทรเรียกแท๊กซี่ แต่ไม่มี ทำให้ต้องเดินต่อออกมาอีกจนถึงถนน ต้องโบกรถและนั่งรถไปคนหนึ่งเพื่อออกไปหาแท๊กซี่มารับทุกคน ลุ้นมาก… เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายคือ 6 โมงเย็น ตอนนั้นหิมะตกมาก หนาวกันตัวสั่น ซึ่งโชคดีเราได้แท๊กซี่มารับและกลับถึงทันขึ้นรถไฟตอนห้าโมงห้าสิบแปดนาที เฉียดฉิวสุดๆ โอ๊ย…ใจจะขาด (หัวเราะ) เลยกลายเป็นทริปแห่งความทรงใจเพราะได้ครบทุกฟิลลิ่งทั้งความงดงามอลังการของสถานที่ และความกดดัน ความเครียด ลุ้นกันสุดๆ ครบบริบูรณ์จริงๆ”

คุยกับคุณมุ่ยมาถึงตรงนี้ดูเหมือนวิถึแห่งความสุขของเธอจะสะท้อนชัดให้เราเห็นว่า ซีอีโอหญิงไฟแรงคนนี้เก็บตกความสุขง่ายๆ ในชีวิตจากสิ่งรอบข้างตัวเธอ ซึ่งคุณมุ่ยได้สารภาพว่า

“เอาจริงๆ แค่มุ่ยได้นอนดูทีวี ดูหนังอยู่ที่บ้าน อยู่กับหมาแมวของมุ่ย ก็มีความสุขที่สุดแล้วค่ะ โดยเฉพาะน้องหมาน้องแมว แค่เขามาเล่นกับเรา มาคลอเคลีย นัวเนีย ก็ทำให้เราทั้งยิ้มทั้งหัวเราะได้แล้ว มุ่ยว่าหลายคนไขว่คว้าควานหาความสุขในแบบที่จริงๆ อาจจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง สำหรับตัวเองไม่ค่อยไปควานหาอะไรที่ยากๆ เพื่อสร้างความสุข แต่เก็บตก เก็บเล็กผสมน้อย จากชีวิตรอบๆ ตัวเรา แค่นี้ก็มีความสุขเข้ามาหาเยอะแยะแล้วค่ะ”

 

และใช่เพียงสร้างความสุขให้กับตัวเอง แต่คุณมุ่ยยังมอบความสุขแก่เด็กๆ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่อนาคตของชาติด้วย

 

“มุ่ยกับคุณพ่อและครอบครัวเราไปพัฒนาโรงเรียนให้เด็กๆ ค่ะ ไปที่โรงเรียนบ้านสงินนุปอย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ที่นั่นไม่มีไฟฟ้า ไม่น้ำประปา เด็กนักเรียน 40 คน มีครู 2 คน สลับกันขึ้นไปสอนคนละ 15 วัน เสาร์-อาทิตย์ก็สอน พื้นที่นั่งเรียนคือพื้นดิน มีสังกะสีล้อมรอบ หลังคาเป็นไม้ โห...เขาอยู่กันได้ยังไง? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ประเทศไทยยังมีพื้นที่ขาดการพัฒนาถึงขนาดนี้่อยู่ ทำให้พวกเราเลยไปสร้างอาคารเรียน โรงอาหาร สนามเด็กเล่น มุ่ยอยากสนับสนุนเรื่องการศึกษาให้เด็กๆ เพื่อพัฒนาความรู้แล้วเขาก็จะได้นำกลับมาพัฒนาหมู่บ้านของตัวเอง ให้พวกเขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะเป็นจุดเล็กๆ ที่เราเข้าไปสนับสนุน แต่มุ่ยว่านี่ความว่ายิ่งใหญ่ที่เราได้เป็นผู้ให้กับเด็กๆ ทั้งหมด 40 ชีวิตของที่นี่ค่ะ”