ท่องโลกศิลปวิทยา สัมผัสวิถีนักล่าเห็ดทรัฟเฟิล - HELLO! Magazine Online

ท่องโลกศิลปวิทยา สัมผัสวิถีนักล่าเห็ดทรัฟเฟิล

DAY 2- 3 : Exclusive Trip กับการบินไทย แอร์บัส A350 XWB บินตรงสู่กรุงโรม ประเทศอิตาลีแบบ non-stop flight

         ในวันที่ 2 ของการเดินทาง เราโบกมือร่ำลากรุงโรมชั่วคราว แล้วเดินทางต่อถึง ซีเอน่า ในแคว้นทัสคานีที่มีชื่อเสียงด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม ตลอดเส้นทางของการเดินทางรถ หรือทางเท้าเมืองนี้สวยงามมาก ร้านค้าตกแต่งด้วยจานชามเซรามิก มีสีสันน่ารักมาก ร้านเล็กๆ ติดๆ กันมีความหลากหลาย ร้าน spices , gelatoria, pizzeria,  และ เครื่องหนังต่างดึงดูดชวนให้น่าเข้าไปชม หันซ้ายหันขวาน่าถ่ายรูปไปหมด ไม่นานเราก็ถึง Piazza del Campo เปียซ่า เดล คัมโป จัตุรัสหลักที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองซีเอน่า อีกทั้งยังได้รับการยอมรับว่าเป็นจัตุรัสยุคกลางที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป เป็นจัตุรัสที่มีชื่อเสียงในเรื่องความงาม และ ความสมบูรณ์ของงานสถาปัตยกรรมไปทั่วโลกอีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญจำนวนหลายแห่งและได้รับเลือกโดย UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย

 Piazza del Campo

           เดินต่ออีกนิด ก็ถึง Siena Cathedral (Duomo di Siena) มหาวิหารซีเอน่า ด้านใน และด้านนอกถูกสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวเเละเขียวออกดำสลับเป็นลายทางกับหินอ่อนสีแดง นอกจากนี้สีดำและขาวยังเป็นสีสัญลักษณ์ของ Siena ซึ่งเชื่อมโยงกับม้าสีดำและสีขาวของผู้ก่อตั้งเมือง Senius และ Aschius ในตำนาน

 Siena Cathedral (Duomo di Siena)

           อย่างที่ทราบกันดีประเทศอิตาลีเป็นสวรรค์ของนักช็อป The Mall Outlet, Leccio ที่ Florence แหล่งช้อปปิ้งรวมสิ้นค้าแบรนด์เนมดังๆ ในราคาย่อมเยาจึงเป็นที่โปรดของนักท่องเทียว เขาอำนวยความสะดวกในการทำ VAT ที่นั่นได้เลย แต่ก่อนที่จะวิ่งไปช้อปกัน เรา ได้ไปลิ้มลองอาหารใน Gucci Café ที่ตั้งอยู่ชั้นบนสุดของช็อปกุชชีด้วย

Gucci Café

         ใช้เวลาจนเย็นย่ำพวกเรารีบสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก ณ Piazzale Michaelangelo, Florence แวะถ่ายรูปปั้นจำลองยักษ์ David, di San Frediano ที่นั่นอากาศเย็นสบาย เสียงเพลงโรแมนติกกำลังกล่อมคู่รักที่กระหนุงกระหนิงกันอยู่ วัยรุ่นนั่งยืนหยอกล้อกัน อีกสายตาพวกเขาก็แอบมองคนที่ชอบ ผู้สูงวัยนั่งริมเก้าอี้ไม้ชมวิวส่วนนักท่องเทียวก็เจี๊ยวจ้าวผลัดกันเซลฟี่ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกันแต่ที่ตรึงใจเราคือวิวที่งดงามสมกับที่ใครๆ ก็ล่ำลือจริงๆ กับทัศนียภาพอันงดงามแสนโรแมนติก ภาพที่พระอาทิตย์กำลังตกดินของเมืองจากเนินเขาเหมาะสำหรับการถ่ายภาพและยืนเคลิ้มนานๆทีเดียว

 รูปปั้น David  ใน  di San Frediano 

ทัศนียภาพเมือง Florence ยามเย็น 

                    ในเช้าวันใหม่...พวกเราตั้งหน้าตั้งตาไปลองกิจกรรมแปลกใหม่ที่เริ่มนิยมกันแล้ว คือ การล่าเห็ดทรัฟเฟิล อาหารอิตาเลียน เป็น อาหารยอดนิยมสุดฮิตระดับโลก และเห็ดทรัฟเฟิลก็เป็นส่วนผสมสำคัญที่เพิ่มทั้งรสชาติและราคาให้สูงขึ้น ณ ซาน มินิอาโต ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ เรานัดพบ Mr. Massimo Cucchiara นักล่าเห็ดทรัฟเฟิลรุ่นที่ 3 ของตระกูล และเป็นผู้จำหน่ายเห็ดทรัฟเฟิลของเมืองซาน มินิอาโต เขาได้แนะนำสมาชิกครอบครัวเขา Mr. Salvatore Cucchiara, former President of the Truffle Hunter Association และพี่สาว Ms. Letizia มาร่วมพาเราไปล่าเห็ดทรัฟเฟลกัน

  Truffle Hunting & Stella

          พวกเขาพาเราไปที่ป่ากลางเนินเขาใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ ที่ตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุด โดยมีเจ้า Stella สุนัขสีขาวดำพันธุ์ผสมแสนฉลาดนักล่าตัวจริงนำทางเราในป่า กติกาที่สำคัญที่สุดในการเป็นนักล่าคือใบอนุญาตรับรองการเป็นนักล่าและต้องมีความเคารพต่อธรรมชาติ ตลอดทางพวกเราได้ความรู้ มากมายเกี่ยวกับการล่าเห็ดทรัฟเฟิลทั้งขาวและดำ เราสามารถหาเห็ดได้ทั้งปีแต่ละฤดูก็จะค้นพบเห็ดที่แตกต่างออกไป ราคาที่แพงสุดๆ ของเห็ดทรัฟเฟิลคือสีขาว วิธีดูและดมกลิ่น วิธีเก็บรักษา แต่ละข้อมูลล้วนน่าสนใจ ซึ่งเขายังเน้นว่าการได้มาทัศนาจร และล่าเห็ดกับผู้รู้ตัวจริงอย่างเขา จะได้ข้อมูลที่แม้กระทั่งชาวอิตาเลียนเองยังไม่ทราบประเพณีและวัฒนธรรมเช่นนี้เลย เรายอมรับเลยว่าพวกเขาชำนาญจริงๆ การมาคราวนี้สนุกสนานมาก ลืมบอกไปว่าเราโชคดีมากได้ล่าราชาเห็ดทรัฟเฟิลขาว ชิ้นนี้ประมาณ 10 กรัมและทรัฟเฟิลดำ 50 กรัม เจ้าStella ได้รางวัลโปรดคือ biscuits ส่วนเราก็ไปร้าน Pepenero ลิ้มรสอาหารแสนโอชาที่ปรุงด้วยเห็ดทรัฟเฟิลที่แสนอร่อยเคียงคู่กับไวน์ชั้นดีช่างวิเศษจริงๆ 

เราโชคดีเจอเห็ดทรัฟเฟิลขาว ชิ้นประมาณ 10 กรัม

              สถานที่ต่อไปที่ถ้าไม่ไปก็ยังไม่ถึงอิตาลีคือเมืองปิซ่า ที่ตั้งอยู่ในเเคว้นทอสคาน่า เราถึงเขตจัตุรัสดูโอโมแห่งปิซ่า หรือเปียซ่า เดล มีราโคลี ที่นี่ได้รับเลือกโดย UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นกันด้วย บริเวณนี้ล้อมรอบด้วยกำแพง ประกอบด้วย สิ่งก่อสร้าง 4 หลัก ได้แก่ มหาวิหารปิซ่า หอเอน หอศีลจุ่ม และสุสาน ตัวหอเอนเมืองปิซ่าจะเป็นจุดสนใจมากที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวจะสนุกในออกลีลาการโพสท่าต่างๆ เช่น กอดจูบ จิก ถีบ หอเอนปิซ่าเป็นต้น หอเอนนี้เป็นหอระฆังทรงกระบอก 8 ชั้นของศาสนา คริสต์นิกายโรมันคาโทลิก สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวสูง 183.3 ฟุด เอียง 3.97 องศา มีบันได 293 ชั้น โดยยอดหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร เริ่มสร้างเมื่อ ค.ศ.1173 ขณะนี้อายุตอนนี้ราวๆ 844 ปีแล้ว เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่มหอเอนปิซ่าได้รับการปรับปรุงฐานให้เเข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้หอล้มลงมา ล่าสุดเมื่อค.ศ. 2001 ตลอดทางตรงจุดเข้าออกจะมีร้านค้าขายของที่ระรึกเพิ่มสีสันให้กับนักท่องเที่ยวได้จับจ่ายเช่นกัน
      ตกเย็นเราไปเดินเล่นถ่ายรูปชมความงดงามของ Florence Baptistery (Battistero di San Giovanni) หอศีลจุ่ม ซานโจ ที่นี่เป็นนิกายโรมันคาทอลิกและนับเป็นไมเนอร์บาซิลิกาที่งดงาม หอนี้สร้างเป็นทรงแปดแหลี่ยมลักษณะสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์แบบฟลอเรนซ์ ด้วยหินอ่อนขาวดำ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เก่าที่สุดของฟลอเรนซ์ สร้างระหว่างปีค.ศ. 1059-1128 ประตูคืออันลื่อชื่อของที่นี่คือประตูสำริด 3 ประตูที่เป็นประติมากรรมภาพนูนที่สร้างโดยลอเร็นโซ กิเบอร์ติ ที่ไมเคิล แอนจิโล เรียกว่า ประตูสวรรค์ (Gates of Paradise) เพราะความงามของงานประติมากรรมบนประตู และถือกันว่าเป็นงานที่เป็นการเริ่มต้นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

Gates of Paradise

...............................................................................

ติดตามเรื่องราวการท่องเที่ยวอิตาลีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ  ในสัปดาห์หน้าได้ที่

www.hellomagazinethailand.com/Travel