แชร์ประสบการณ์การท่องแดนอารยธรรม กับ ‘กรณ์ ณรงค์เดช’ - HELLO! Magazine Online

แชร์ประสบการณ์การท่องแดนอารยธรรม กับ ‘กรณ์ ณรงค์เดช’

'ประเทศอินเดีย' ทริปสุดประทับใจที่มาพร้อมกับความแปลกใหม่ที่คุณต้องหลงรัก

หนึ่งในคำถามยอดฮิตตลอดเวลา 9 เดือนที่ผมกลับมาจากอินเดียจากทุกคนคือ ‘รูปที่ไปอินเดีย (จาก instagram @kornnarongdej) ของจริงสวยแบบนี้จริงเหรอ?’ วันนี้เลยจะขอมาเล่าและยืนยันว่าสวยจริง และเป็นหนึ่งใน destination ที่ส่วนตัวผมประทับใจมากๆ เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์กับผู้ที่กำลังมองหาจุดท่องเที่ยวใหม่ที่ไม่ค่อยซ้ำกับใคร เพราะหลังจากคุณได้มาแล้วคุณจะมีทัศนคติแบบใหม่กับอินเดียเลยก็ว่าได้

 

ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดของตัวทริป ขอเล่าคร่าวๆเกี่ยวกับอินเดียเป็นประเทศใหญ่อันดับเจ็ดของโลกแต่ในส่วนของจำนวนประชากรนั้นมากเป็นอันดับสองของโลกเลยทีเดียว แควันที่จะเล่าให้ฟังในวันนี้ชื่อแควัน ‘ราชาสถาน’ แค่ฟังจากชื่อก็คงพอจะเดากันได้ว่าในอดีตแคว้นร่ำรวยขนาดไหนใช่ครับทุกเมืองในแควันนี้จะมี มหาราช(ราชา)เป็นของตัวเอง ราชาสถานตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียติดกับปากีสถาน

 

ในแคว้นนี้ประกอบด้วยเมืองหลักๆ 3 เมืองคือ Jaipur, Udaipur และ Jodhpur หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจมากๆคือแต่ละเมืองจะมีสีเป็นของตัวเอง สีในที่นี้หมายถึงอะไร หมายถึงตึกต่างๆในเมืองนั้นจะเป็นสีใดสีหนึ่งโดยส่วนมาก เช่น 'Jaipur คือสีชมพู' ด้วยเหตุนี้ Jaipur เลยมีชื่อเล่นเรียกอีกชื่อว่า Pink City ส่วนสีของ 'Udaipur จะเป็นสีขาว' และ 'สีฟ้าสำหรับ Jodhpur'

City Palace, Jaipur

สำหรับเรื่องอาหารการกินซึ่งเชื่อว่าหลายๆคนคงกังวลเมื่อแพลนทริปไปอินเดีย ต้องขอบอกไว้ก่อนว่าถ้าคุณเป็นคนไม่ชอบอาหารแขก ทริปนี้ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเนื่องจากทุกมื้อควรรับประทานแต่ในโรงแรมเท่านั้นมิฉะนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการท้องเสียสูงถึงสูงมาก และสำหรับใครที่ชอบอาหารอินเดียเป็นทุนเดิมต้องขอบอกเลยว่าทริปนี้จะเป็นสวรรค์มากๆหลังจากกลับมาเตรียมตัวนัดเทรนเนอร์ไว้ได้เลยเพราะน้ำหนักขึ้นแน่นอนรับประกัน

 

การเดินทาง ต้องบอกก่อนว่าตอนผมไปเมื่อปลายปีที่แล้วยังไม่มี direct flight แต่ปัจจุบัน Thai Smile มีบินตรงเข้า Jaipur แล้วซึ่งสะดวกและง่ายขึ้น บอกไว้เป็น Tips นิดนึงว่าศุลกากรอินเดียจะไม่สบอารมณ์ขั้นรุนแรงมากๆ กับอะไรก็ตามที่ทำมาจากทองเมื่อนำเข้าประเทศเขา ไม่ว่าจะเป็นสร้อยทอง,นาฬิกาทอง หรือเครื่องประดับอื่นๆ เพราะถึงสนามบินไหนเขาจะสแกนกระเป๋าทุกใบทั้ง check-in และ hand-carry และ เครื่อง x-ray จะวงทุกสิ่งอย่างที่ทำจากทองในกระเป๋าของคุณทันที ถ้าไม่อยากเสียเวลาไม่แนะนำให้นำไปเพราะคณะผมโดนมาแล้ว ต้องเสียเวลาครึ่งชั่วโมงที่สนามบิน Jaipur

 Courtyard แห่ง Amber Fort เป็นสถาปัตยกรรมฝาผนังที่ทำจาก Glass Inlaid และกระจกจำนวนมาก

Jaipur : The Pink City

ก่อนจะไปถึงว่าเมืองนี้มีอะไรน่าเที่ยว มารู้ประวัติคร่าวๆกันสักนิด Jaipur เป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของอินเดียและยังเป็นเมืองหลวงของแคว้นราชาสถาน เมืองนี้ได้รับขนานนามว่า Pink City หรือเมืองสีชมพูเพราะว่าในปี 1876 Prince Edward VII, Prince of Wales แห่งสหราชอาณาจักรได้เสด็จพระราชดำเนินเยือน Jaipur และเพื่อเป็นการต้อนรับแขกพิเศษ Sawa Ram Singh มหาราชาของ Jaipur ในยุคนั้นได้มีคำสั่งให้ทาสีเมืองเป็นสีชมพูจนถึงทุกวันนี้และนั่นคือที่มาของ Pink City เอาละ เรามาดูว่าเมืองนี้มีสถานที่น่าสนใจอะไรกันบ้างดีกว่า

 

Taj Lake Palace Hotel มองเห็นสภาปัตยกรรมสีขาวของเมืองอุไดปัวร์อยู่เบื้องหลัง

Oberoi Rajvilas Hotel

คำว่า Luxury Resort โรงแรมนี้อาจจะไม่ได้ขึ้นมาเป็นชื่อแรกเนื่องจากเชื่อว่าหลายๆคนที่มาเที่ยวเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง Jaipur คงอยากจะอยู่โรงแรมที่เป็นพระราชวังเก่าอย่าง Rambagh Palace(ในเครือ Taj Group) ส่วนตัวต้องบอกก่อนว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยอยู่โรงแรมในเครือของ Oberoi Group และต้องบอกเลยว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน ที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาสอยู่ Luxury Hotel มาพอสมควรแต่ต้องบอกเลยว่าไม่เคยเจอโรงแรมไหนที่บริการดีขนาดนี้มาก่อน "เรียกได้ว่าให้ 10 ดาวเลยก็ได้"

 

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เข้ามาถึง Hotel Manager ทำการบ้านมาก่อนแล้วว่าแขกคือใครมี basic requirements อย่างไร หนึ่งอย่างที่ชอบมากๆของโรงแรมนี้คือการ assign พนักงานประจำต่อแขกหนึ่งคณะ คือถ้าพนักงานคนนี้เป็นคนเสิร์ฟและดูแลคุณเขาจะอยู่กับคุณทุกมื้อ เช้า กลางวัน เย็น หรือทุกเวลาที่คุณอยู่ในโรงแรม นอกจากเขาจะอยู่กับคุณทุกมื้อเขาจะจดจำทุกรายละเอียดของคุณตั้งแต่มื้อแรก เช่น กาแฟของผมจะเป็น decaf , หลังรับประทานอาหารผมต้องใช้ไม้จิ้มฟัน, ผมดื่มน้ำstill, น้ำตาลในกาแฟผมชอบน้ำตาลทรายแดง คือรายละเอียดเหล่านี้หลังจากมื้อแรกเขาสังเกตและจำไม่ต้องพูดอีกเลย หลังกินข้าวทุกมื้อไม้จิ้มฟันจะมาวางตรงหน้าทันทีกาแฟทุกครั้งที่เสิร์ฟจะมาพร้อมน้ำตาลทรายแดง เรียกได้ว่าประทับใจสุดๆ

 

Taj Lake Palace Udiapur India

โรงแรมนี้ค่อนข้างใหม่ ดังนั้นคนที่กลัวผีโรงแรมนี้ค่อนข้างเป็น ideal choice เพราะปลอดภัยนอนมาหลายคืนไม่เจออะไร ในเรื่องของห้องพักห้องอาจจะไม่ได้สวยเวอร์จนถึงขั้นว้าว แต่สะอาด สบายตา และโรงแรมนี้ใหญ่มีพื้นที่ถึง 32 เอเคอร์ สระน้ำดี สปาดี ในสวนจะมีนกยูงเกือบ 20 ตัวเดินไปเดินมาตลอดวันซึ่งก็เป็นวิวที่ค่อนข้างสะดุดตา อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือเรื่องของอาหารที่นี่ อย่างที่หลายๆ คนน่าจะทราบอาหารการกินอินเดีย เป็นอะไรที่ต้องระมัดระวังมากๆมิฉะนั้น แทนที่จะได้เที่ยวแบบสนุกๆคุณอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องน้ำทั้งวัน ความลำบากในการมาเที่ยวอินเดียถ้าเทียบกับประเทศอื่นก็คือเรื่องนี้เพราะเวลาเราไปเมืองอื่นเวลาไปเที่ยวชมเมืองเราเหนื่อยเราก็พักแวะดื่มน้ำกินขนมได้แต่ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างไม่ควรกินอาหารสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างเด็ดขาด ตอนที่ผมไปทุกมื้อเราจะกลับมากินที่โรงแรมห้าดาวเท่านั้น เพราะถ้าท้องเสียขึ้นมาไม่คุ้มจริงๆ

 

สำหรับใครที่ชอบอาหารอินเดียขอบอกเลยว่าอาหารที่โรงแรม Oberoi Rajvilas นี่คือสวรรค์ของคุณเลยอร่อยมากทุกมื้อไม่ว่าจะเป็นแกงโรตี ข้าว เรียกว่ากินได้ทุกวันไม่มีเบื่อในโรงแรมจะมีสองร้านอาหารหลักคือ Surya Mahal ซึ่งเป็น casual dining เสิร์ฟเช้า กลางวัน เย็น มีทั้งอาหารแขกและ international Indian Food ที่อร่อยมากๆ

 

The Majestic City Palace of Udaipur.

City Palace Jaipur

นี่คือหนึ่งใน highlight ของเมืองนี้ ที่พลาดไม่ได้ วังนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1729 โดยมหาราชาแห่ง Jaipur โดยปัจจุบันเชื้อพระวงศ์ที่สืบทอดเชื้อสายกันมาก็ยังคงประทับอยู่กัน 6 พระองค์พร้อมข้าทาสบริวารที่คอยรับใช้อีก 120 คน ต้องบอกว่าสีสันของวังนี้สวยมากๆ โดยเฉพาะจะมี square หนึ่งในวังนี้ที่จะประกอบด้วยประตู 4 ด้าน ซึ่งแต่ละประตูประกอบด้วยกระเบื้องหลากสีที่สวยงามตระการตามากในเรื่องราวเดียวกันแต่ดีไซน์ที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ในวังนี้จะมีส่วนของ Private Section ที่สามารถเข้าไปดูได้แต่ต้อง arrange มาก่อนนะครับ ส่วน Private Section นี้ควรอย่างยิ่งเพราะเป็น highlight มากๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยทองจริง หรือห้องที่ตกแต่งด้วยกระจกเงาทั้งห้องและเมื่อจุดเทียนกระจกทั้งห้องจะเล่นกับแสงของเปลวเทียน รวมถึงห้องโถงสีฟ้าน้ำเงินที่ไล่เฉดได้อย่างสวยงาม และยังรวมถึง roof top area ที่เห็นวิวเมืองโดยรอบตอนแรกทางคนที่จัดโปรแกรมให้คณะผมบอกเรามาว่า Private Section นี้ exclusive สุดๆ พอได้มาดูแล้วก็ประทับใจจริงๆ แต่พอลงรูปแล้วกดไปดูโลเคชัน tag ใน instagram ก็เห็นคนอื่นไม่ว่าจะชาติอะไร จีน แขก ฝรั่ง ได้เข้ามาดูหมด เพราะฉะนั้นไม่ได้ exclusive อย่างที่คิด แต่อย่างที่บอกละครับสวยจริงไม่ควรพลาด อีกหนึ่งข้อดีของ Private Section tour คือห้องน้ำสะอาดมากเชื่อว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหลายๆ คนโดยเฉพาะคุณผู้หญิง

 

Amber Fort พระราชวังของมหาราชก่อนย้ายไปประทับที่ City palace Jaipur

Jantar Mantar

เป็นบริเวณหอดูดาวชื่งเป็นสถานที่ที่รวบรวมเครื่องมือทางดาราศาสตร์จำนวน 19 ชิ้นสร้างโดยมหาราชาแห่ง Jaipur ในปี 1734 ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนว่าอันนี้ผมไม่ได้ไปดู แต่ถ้าใครที่ไปเที่ยว City Palace แล้วมีเวลาเหลือหรือไม่เหนื่อยจนเกินไปก็ขอแนะนำครับ เพราะว่า Jantar Mantar นี้อยู่ติดกับ City Palace เลย

On the rooftop of City Palace

Hawa Mahal

ใครที่เธอเคยไปรับประทานอาหารอินเดียที่โรงแรมแรม Rembrandt กรุงเทพฯ น่าจะคุ้นเคยกับสถานที่นี้เพราะนี่คือรูปที่อยู่บนปกเมนู Hawa Mahal หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Palace of The Wind จริงๆ แล้วมันคือกำแพงยักษ์มากกว่าที่จะเป็นพระราชวังสร้างจากหินทราย Sand stone แดงและชมพู จุดประสงค์หลักของ Hawa Mahal ในสมัยก่อนคือเพี่อให้ผู้หญิงในวังแอบมาส่องประชาชนโดยไม่มีใครเห็นเนื่องจาก เมื่อมองกลับขึ้นไปจากถนนจะเห็นแค่เป็นหน้าต่างเล็กๆ เต็มไปหมด อย่างที่บอกไปว่าที่นี่เป็นเหมือนแค่กำแพงจึงไม่สามารถเข้าไปดูด้านในได้นะครับแค่แวะถ่ายรูปได้เฉยๆ ซึ่ง Hawa Mahal นื่ก็อยู่ติ ดกับ City Palace เช่นกัน เรียกได้ว่าวันเดียวสามารถไปได้ถึง 3 สถานที่สำคัญของที่นี่

Amber Fort Jaipur

Albert Hall Museum

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในราชาสถาน ด้านหน้าตึกขอบอกว่าเป็นอะไรที่สวยและอลังการ์มากๆ สำหรับตัวตึกด้านนอกกลางวันกับกลางคืนก็จะเป็นคนละ mood คนละอารมณ์กันเรียกได้ว่าสวยทั้งกลางวันและกลางคืนเนื่องจากช่วงที่ผมไปคณะเราไม่ได้มีเวลามาก บวกกับคณะเราเหนื่อยง่าย เดินไม่ทน เลยไม่ได้เข้าไปด้านใน ทราบว่าพิพิธภัณฑ์นี้ก็มี collection ที่น่าสนใจพอสมควรโดยเฉพาะ ภาพวาด รูปปั้น พรม และงาช้าง

 

Jaigarh Fort

เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง Jaigarh Fort คือป้อมปราการขนาดใหญ่ยาว 3 กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกราะป้องการพระราชวัง Amber Fort (ซึ่งอยู่ติดกัน) Jaigarh Fort นี้อายุราวเกือบ 300 ปีแล้วด้วยโครงสร้างอาจจะไม่ได้วิจิตรตระการตาเท่าไหร่เนื่องจากจุดประสงค์หลักของที่นี่ใช้เพื่อเป็นป้อมป้องกันศัตรู แต่สำหรับวิวทิวทัศน์เมื่อขึ้นไปอยู่บนนี้เรียกว่าสวยเลยทีเดียว และสามารถมองเห็นพระราชวัง Amber Fort จากมุมสูงอีกด้วย ที่นี่ยังมีปืนใหญ่โบราณถูกสร้างขึ้นในปี 1720 ซึ่งเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

Jaigarh Fort หรือป้อมปราการยาว 3 กิโลเมตร สำหรับป้องกันพระราชวัง Amber Fort

Amber Fort

เป็นพระราชวังของมหาราชา เป็นวังเดิมก่อนที่ราชวงศ์จะมีการย้ายไปประทับที่ City Palace สำหรับตัวสถาปัตยกรรมของที่นี่เป็นแบบ Artistic Hindu สร้างจากหินทรายและหินอ่อน หนึ่งในไฮไลท์ของที่นี่คือ courtyard นี้ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมฝาผนังที่ทำจาก glass inlaid และกระจกจำนวนมาก ที่นี่ถ้าไปถึงเช้าหน่อยก็จะดีคณะเราไปถึงสายหน่อย เพราะใช้เวลาเดินเล่นอยู่ที่ Jaigarh Fort นานไปนิด ตอนไปถึง courtyard คนจึงแน่นมากเรียกได้ว่าเห็นแต่หัวคนมากกว่า ที่ Amber Fort นี้จะมีสาวอินเดียชุดเหลืองที่ทำงานดูแลความสะอาดมากมายอยู่ในนั้นซึ่งจะคอยกวักมือเรียกนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไปถ่ายรูปด้วยตลอด แต่ถ่ายเสร็จแล้วขอทิปนะครับ แต่ก็ให้รูปเรามีสีสันขึ้นดู authentic

 

เมืองอุไดปัวร์โดดเด่นด้วยทะเลสาบกลางเมือง สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของเมืองเป็นหินสีขาว จึงมีชื่อเล่นว่า The White City

Udaipur : The White City

เป็นอีกหนึ่ง destination ในราชาสถานที่ยังไงก็ต้องมาเพราะเป็นอีกเมืองที่สวยมากๆ Udaipur ก่อตั้งขึ้นในปี 1553 โดย Maharaja Udaipur Singh จุดเด่นหลักของเมืองนี้คือทะเลสาบ (manmade lake) กลางเมืองจนได้รับการขนานนามว่า เวนิสแห่งฝั่งตะวันออก สถาปัตยกรรมของเมืองนี้โดยส่วนมากก็จะเป็นหินสีขาว นั่นคือที่มาของชื่อเล่นเมืองนี้ว่า The White City ปัจจุบัน Udaipur เป็นหนึ่งในเมืองที่ popular ที่สุดเมืองหนึ่งของอินเดีย เนื่องจากเป็นเมืองที่วิวสวยและโรแมนติกมากๆ

…………………………………….
เรื่องและภาพ : กรณ์ ณรงค์เดช