เยือนถิ่นสโลว์ไลฟ์ ผจญภัยเมืองมรดกโลกที่ ‘หลวงพระบาง’ - HELLO! Magazine Online

เยือนถิ่นสโลว์ไลฟ์ ผจญภัยเมืองมรดกโลกที่ ‘หลวงพระบาง’

นมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ชมพิพิธภัณฑ์ และลิ้มรสอาหารอันเลื่องชื่อ

เมื่อเครื่องบิน ATR ลวดลายปราสาทนครวัดกำลังแลนดิ้งเหยียบแผ่นดินของหลวงพระบาง สายตาสอดส่องมองออกไปด้านนอกเห็นหลังคาบ้านสีแดงชาดเรียงรายลดหลั่นไปมา รายล้อมด้วยภูเขาเป็นสิบๆ ลูก นี่เป็นสิ่งที่บอกเราว่า...ถึงแล้ว 'เมืองมรดกโลก ดินแดนแห่งพุทธศาสนา' 

หลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เดิมมีชื่อว่าเมืองซัว ต่อมาเป็นเมืองเชียงดง เชียงทอง และกลายเป็นหลวงพระบางในเวลาต่อมา มีประชากรประมาณ 50000 คน ตัวเมืองอยู่ติดกับแม่น้ำโขงและแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกัน ซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงชาวเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน งดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมมลังเมลือง อุดมไปด้วยธรรมชาติเขียวขจีที่โอบล้อมเมืองเสมือนดั่งกำลังปกป้องอัญมณีของชาติเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ยังคงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อยู่ทุกหนทุกแห่ง

เมืองแห่งพุทธศาสนา

ก่อนหน้านี้ในหลวงพระบางมีวัดทั้งหมด 65 วัด ในปี 2430 พวกฮ่อเข้ามารุกรานเผาผลาญวัดไป จึงเหลือเพียง 32 วัด วัดที่นี่เป็นสถาปัตยกรรมของล้านช้างและล้านนาผสมผสานกัน และข้อห้ามเมื่อเวลามาวัด คือ 'ห้ามตีระฆัง' เพราะชาวบ้านจะแตกตื่น เนื่องจากคิดว่ามีเรื่องเกิดขึ้นเช่น มีขโมย หรือว่าไฟไหม้ แตกต่างจากประเทศไทยที่เวลาไปวัดต้องตีระฆังเพื่อเป็นสิริมงคล 

วัดหนองศรีคูณเมือง

การเดินทางของเราในวันนี้ จุดหมายปลายทางแรกที่สายบุญห้ามพลาด! อยู่ที่  'วัดหนองศรีคูณเมือง' สร้างขึ้นในปี 2272 เดิมเป็นวัดขนาดใหญ่ แต่ถูกไฟไหม้ในปี 2317 ต่อมามีการบูรณะติดดอกดวงและทองคำเปลวใหม่ ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน 'พระเจ้าองค์แสน' พระพุทธรูปที่มีประวัติความเป็นมาว่า ลอยมาตามแม่น้ำโขงจากเมืองเชียงแสน ชาวหลวงพระบางให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ขอแอบกระซิบว่า “อยากขออะไรให้ตั้งจิตอธิษฐานเพียงหนึ่งอย่างแล้วจะสำเร็จ”

วัดเชียงทอง

พระโกศที่ถูกเก็บอยู่ด้านใน

'วัดเชียงทอง' ตั้งอยู่มุมแหลมของตัวเมือง ตรงที่มีสองสายน้ำ แม่น้ำโขงและแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกัน สร้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ภายในวัดร่มรื่น มีประกายวิบวับสะดุดตาของเสาที่ตกแต่งด้วยหินสีเขียวอยู่ทางขึ้นศาลาวัด ด้านในเป็นที่เก็บพระโกศซึ่งผ่านการ ใช้งานมาแล้ว นอกจากนี้หอไตรด้านหลังวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระม่าน องค์พระที่ไหลลอยมาตามแม่น้ำ เป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่งในหลวงพระบาง เวลาจะไปสักการะต้องส่องรูชมพระเท่านั้น

 

สะบายดีสโลว์ไลฟ์

วันต่อมาเราพักกันที่ Azerai Luang Prabang (อาเซอรัย) โรงแรมที่เทียบเท่าระดับ 5 ดาว แต่ราคาจับต้องได้ ออกแบบในสไตล์คอนเทมโพรารี ที่ผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมของหลวงพระบางกับอาคารร่วมสมัยสองชั้น 

ใครอยากจะสดชื่นยามเช้าด้วยการกระโดดสระว่ายน้ำยาว 25 เมตร ที่ตั้งอยู่กลางโรงแรมรายล้อมด้วยสวนสวย หรือจะนอนอาบแดดยามเช้าก็เป็นความคิดที่ดี ที่นี่มีอาหารลาวแบบฟิวชั่นใน AZERAI BISTRO เชฟจะเสิร์ฟอาหารที่ปรุงจากผักออร์แกนิกสดใหม่ ส่วนตอนเย็นอยากจะนั่งจิบไวน์สบายอารมณ์ที่นี่ก็มี BISTRO BAR เรียกได้ว่าอยู่ในจุดที่สะดวกสบายต่อการพักผ่อน

ตักบาตรข้าวเหนียว 

การตักบาตรข้าวเหนียว เป็นกิจกรรมที่ใครไปหลวงพระบางต้องหาโอกาสตื่นแต่เช้ามืดไปตักบาตรที่หน้าวัดแสนสุขาราม จะมีพระสงฆ์เดินแถวกันมารับข้าวเหนียวจากชาวบ้าน การตักบาตรที่นี่พระจะรับแต่ข้าวเหนียวและวาฟเฟิลกรอบเท่านั้น ส่วนอาหารพวกแกง หรืออาหารผัดทอด ชาวบ้านจะนำไปถวายที่วัดหลังจากตักบาตรเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นแนะนำให้ขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนพระธาตุพูสี พิชิตบันได 328 ขั้น ชมแสงแรกยามเช้าให้ชุ่มช่ำหัวใจ

บ้านเรือนในเมืองหลวงพระบาง

เราออกสำรวจเมืองสโลว์ไลฟ์กันต่อด้วยการชมบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชาวเมืองหลวงพระบางกันด้วยการปั่นจักรยานชมบ้านเรือนที่นี่ซึ่งออกแบบโดยได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศสและเวียดนามเป็นจำนวนมากมีทั้งบ้านไม้และตึกสีใกล้เคียงกันไม่เกินสองชั้น ตามข้อตกลงขององค์การ UNESCO ตั้งแต่ปี 2538 ที่หลวงพระบางได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

 

พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง

พิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง

พระธาตุพูสี

ห้ามพลาดที่สุดในการท่องเที่ยว คือ การเข้าชมประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสถานที่แห่งนั้น พระราชวังหลวงพระบาง หรือพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดพูสี เมื่อออกสำรวจปุ๊บต้องตื่นเต้นกับความเหลืองอร่ามของ หอพระบาง ซึ่งประดิษฐาน 'พระบาง' ที่ชาวหลวงพระบางเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสำคัญ เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ตามประวัติเล่ากันมาว่าเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยทองคำแท้ 90 เปอร์เซ็นต์ หล่อขึ้นมาในช่วงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปได้ 436 ปี หลังจากที่หล่อเสร็จแล้ว ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธะเจ้า 5 ธาตุให้ไปสถิตอยู่ในร่างของท่าน ธาตุที่ 1 ไว้ที่หน้าผาก ที่ 2 ที่คาง ที่ 3 อยู่ที่หน้าอก ที่ 4 และที่ 5 อยู่ที่มือทั้งสองข้าง เรียกว่าปางห้ามญาติ เมืองไทยเรียกปางห้ามสมุทร  พระบางประดิษฐานที่ประเทศศรีลังกาก่อนเป็น เวลา 900 กว่าปี จากนั้น  มาในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมัน กษัตริย์ของอาณาจักรขอม เพื่อนรักของพระเจ้าแผ่นดินลังกา ก็ได้ขอพระพุทธรูปองค์นี้มาสถิตเคียงคู่กับศาสนาพุทธที่อาณาจักรขอม เป็นเวลา 500 กว่าปี จากนั้นมาในรัชกาลของพระเจ้าฟ้างุ้ม ที่ได้กลายเป็นพระราชโอรสบุญธรรมของพระเจ้าแผ่นดินขอม เมื่อพระเจ้าแผ่นดินขอมทรงเห็นในความเก่งกาจของพระเจ้าฟ้างุ้ม จึงพระราชทานพระราชธิดา นางแก้วเก็งยา ให้เป็นพระราชชายา และมอบองค์พระบาง ให้มาประดิษฐานอยู่ที่ลาว เพราะว่าก่อนหน้านั้นในหลวงพระบางยังไม่มีการนับถือศาสนา จากนั้นพระเจ้าฟ้างุ้ม ได้อัญเชิญพระบาง มาประดิษฐานอยู่ที่นี่

พระรูปปั้นเจ้าศรีสว่างวงศ์

ด้านซ้ายมือเป็นพระรูปปั้นองค์ใหญ่ของ เจ้าศรีสว่างวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 72 ของลาวถือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงปกครองยาวนานที่สุด พระรูปปั้นนี้หล่อขึ้นที่ประเทศรัสเซีย และนำมาตั้งไว้ที่นี่ในปี 2510 เป็นทองสำริดทั้งองค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขุ้นของพระรูปปั้นมีความหมายว่า ให้ทุกคนนั้นอยู่เย็นเป็นสุข อย่าทะเลาะกัน ให้รักใคร่สามัคคี ปรองดองกัน พระหัตถ์ขวาถือหนังสือใบลาน ซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศลาว ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้พระราชทานประกาศใช้รัฐธรรมนูญครั้งแรกในปี 2502 ด้านหลังของพระรูป เป็นอาคารห้องประชุมประจำราชสำนัก ซึ่งตอนนี้จัดให้เป็นโรงละครเรื่องพระลักษณ์ พระราม เมืองไทยเรียกรามเกียรติ์จัดแสดงในวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลา 6 โมงเย็น ค่าเข้าชมคิดเป็นที่นั่ง A B C D 700 600 500 400 ตามลำดับ

ตรงกลางภายในพระราชวังเป็น พิพิธภัณฑ์ พอเดินเข้าไปด้านในต้องตื่นตาตื่นใจกับสีทองอร่ามที่แกะสลักอย่างงดงาม โถงด้านขวาคือห้องรับแขกบ้านแขกเมือง มีภาพวาดฝาผนังฝีมือศิลปินชาวฝรั่งเศส บรรยายวิถีชีวิตของชาวลาวอย่างวิจิตรงดงาม นอกจากนี้ยังมีห้องบรรทมของกษัตริย์ และพระราชายา ห้องทรงงาน ห้องเสวย ฉลองพระองค์ และเครื่องทองต่างๆ ที่ใช้ในสมัยที่ลาวยังมีกษัตริย์ปกครองอยู่  

**ข้อปฏิบัติในการเข้าชม ต้องแต่งกายสุภาพ และฝากสัมภาระไว้ที่โรงละคร ที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด *** ค่าเข้าชมคนละ 20000 กีบ

ซุปฟักทอง 

น่องไก่สอดไส้มอซซาเรลลาชีส เสิร์ฟคู่กับผักต้ม มันบด และมะเขือเทศบด

อย่าลืมแวะร้านอร่อยขึ้นชื่อของหลวงพระบาง ชื่อว่า L'elephant (เล เอเลฟองต์) ตั้งอยู่บนถนนคุณสาว ร้านอาหารฝรั่งเศสที่ห้ามพลาดเมื่อไปเยือน!! ที่นี่มีหลากหลายเมนูให้เลือกกิน เราเลือกอาหารแบบเป็นคอร์ส starter ของเราเป็นซุปฟักทอง จัดเสิร์ฟอย่างหรูหราคล้ายกับกาแฟลาเต้ด้วยการโรยหน้าด้วยครีม รสชาติอร่อยมันลิ้น คู่กับขนมปังบาเกตต์ เรียกได้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่ ต่อด้วย Mains คือ น่องไก่สอดไส้ด้วยมอซซาเรลลาชีส เสิร์ฟคู่กับผักต้ม มันบด และมะเขือเทศบด รสชาติกลมกล่อมหอมชีสมากๆ  ส่วนของหวานมี Le Banneton Cafe ร้านเบเกอรีชื่อดังของหลวงพระบาง ตั้งอยู่ที่ถนน Sakkaline ครัวซองของที่นี่ขึ้นชื่อที่สุด แนะนำ Chocolate Chip Croissant กินเข้าไปคำแรกต้องสัมผัสกับแป้งนุ่มๆ และความกรุบกรอบของช็อกโกแลตชิพ ที่เข้ากันเป็นอย่างดี

ปิดท้ายทริปนี้ให้สมบูรณ์แบบครบสููตร คือ การได้ผ่อนคลายร่างกายด้วยการนวดลาวที่อาเซอรัย ต้องบอกว่า บรรเทาอาการเมื่อยล้าจากการเดินชมเมืองสุดๆ เธอราพิสต์มากประสบการณ์จะพาเราลอยล่องไปสู่ความสบายกายในห้องนวดที่เป็นส่วนตัว มีเสียงดนตรีเปิดเบาๆ ให้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย และที่นี่ไม่ได้มีเพียงแต่นวดลาวเท่านั้น ยังมีนวดน้ำมัน นวดไทย และสปา ไว้คอยให้บริการนักเดินทางให้ได้รื่นรมย์ไปกับการพักผ่อนอีกด้วย

 

ขอขอบคุณการเดินทางอันแสนประทับใจในทริปนี้ สายการบิน BANGKOK AIRWAYS และ ที่พักชาร์จพลัง AZERAI LUANG PRABANG